5 สิ่งที่คุณควรรู้ เมื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ‘Meta’

การเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Meta มาจากคำว่า Metaverse เพื่อสร้างโลกเสมือนอย่างเต็มตัว มันคืออะไร? ให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Surrogates (2009) ที่ตัวละครในหนังบังคับหุ่นยนต์ออกจากบ้านไปทำงานแทนเรา แต่เทคโนโลยีคงยังไปไม่ถึงขั้นนั้น หลักการของ “โลกเสมือน” ตามจินตนาการของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คือให้ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของตัวเองไม่ว่าจะเป็น Facebook, WhatsApp หรือ Instagram มีตัวตนในโลกเสมือน เช่นสามารถเชื่อมกับเทคโนโลยีแว่น VR นั่งทำงานที่บ้านแต่มองเห็นภาพ 3 มิติผ่าน VR เหมือนทุกคนในบริษัทกำลังนั่งในห้องประชุมแทนการเห็นภาพ 2 มิติผ่านหน้าจอแบบเดิม ๆ เคยกดช็อปสินค้าออนไลน์ในโทรศัพท์เปลี่ยนเป็นมองเห็นโลกเสมือนราวกับเดินอยู่ในห้าง เห็นตัวอย่างสินค้าอยู่ตรงหน้า ทักทายเพื่อนฝูงซึ่งกำลังใช้เทคโนโลยีเดียวกันเดินผ่านไปผ่านมา สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Metaverse ในการสร้างโลกเสมือนใบใหม่ขึ้นมา แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วครับ

ด้วยแนวคิด ยูสเซอร์ 1 ตัวตน พอเข้าใจกันแล้วใช่ไหมครับว่า “Facebook Protect” มีหน้าที่อะไร? มันคือส่วนหนึ่งของขั้นตอนคัดกรองบัญชีเฟซบุ๊กไร้ตัวตน หรือไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นเจ้าของออกไป บัญชีอยู่ในข่ายเช่นใช้ชื่อปลอม , ตั้งโพรไฟล์เป็นรูปหมาแมว หรือบัญชีถูกสร้างมาแบบซ้ำ ๆ คนเดียวมี 10 แอคเคานต์เพื่อทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเฟซบุ๊กถือว่าเป็น Junk Account หรือ “บัญชีขยะ” ส่งข้อความให้ทำการยืนยันระบุตัวตน สังเกตได้ว่าเพื่อนฝูงได้รับข้อความนี้จะเข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ชื่อ-นามสกุลจริงบ้างล่ะ หรือไม่เคยลงรูปจริงตัวเองเลย ต้องทำการยืนยันว่าเป็นเจ้าของผู้ใช้จริง ส่วนใครไม่ได้ข้อความ Facebook Protect นั่นหมายความว่าบัญชีของคุณ “มีตัวตน” อยู่ในระดับที่อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กพอใจ หากไม่ได้ข้อความใด ๆ ตามภาพด้านล่างซึ่งจะปักหมุดอยู่ด้านบนสุดของการแจ้งเตือน “ไม่จำเป็นต้องกังวล” รับประกันว่าเฟซบุ๊กของคุณไม่โดนปิดตามข่าวลือแน่นอน แต่หากเลือกยืนยันตัวซ้ำก็ไม่ผิดอะไร การเปลี่ยนรหัสผ่านสม่ำเสมอคือสิ่งจำเป็นสำหรับการอัปเกรดความปลอดภัยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กของเรา

หลัง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook มาเป็น Meta พร้อมการรีแบรนด์ใหม่หมด ก็ทำให้ผู้ที่ใช้งาน Facebook อยู่เป็นประจำ อดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาถึงต้องรีแบรนด์ใหม่ และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของเราด้านไหนบ้าง เหล่านี้คือสิ่งที่เราสรุปมาให้ 

1. สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นเพราะ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องการให้ Facebook เป็นมากกว่าโซเชียลมีเดีย และสะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัทที่อยากมุ่งสู่การสร้างโลกเสมือนอย่าง Metaverse มากกว่าจำกัดอยู่กับคำว่า Facebook ซึ่ง Metaverse เป็นโลกเสมือนที่เราทุกคนสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้มากกว่า Facebook คล้ายกับโลกในเกมที่เราเป็นคาแรกเตอร์นั้นจริงๆ และสามารถเทเลพอร์ตไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อพบปะกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในโลก Metaverse เช่นกัน โปรเจ็กต์นี้กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาในชื่อ Horizon Home

2. การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่มีผลกับโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ อย่าง Facebook, Instagram, Facebook Messenger และ WhatsApp ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Meta ดังนั้น เราจึงยังสามารถใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านี้ได้อย่างปกติ

3. Meta จะเป็นบริษัทที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่มากขึ้น หลังเสียคนกลุ่มนี้ให้กับคู่แข่งอย่าง TikTok ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง

4. หุ้นของบริษัทจะถูกเปลี่ยนจาก FB มาเป็น MVRS และจะเริ่มให้ซื้อขายกันภายใต้สัญลักษณ์ใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคม

5. นอกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแล้ว Meta ยังวางแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยี VR และ AR เพื่อรองรับโลก Metaverse โดยมีข่าวลือว่าพวกเขากำลังเร่งพัฒนาอุปกรณ์ไฮเทคอย่างนาฬิกาอัจฉริยะและแว่น AR ฯลฯ หลังเปิดตัวหูฟัง Oculus VR ไปก่อนหน้านี้